Website Banner
 
 

คำพิพากษาฎีกาคดีแรงงาน
  มิใช่  กรณีเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง  
  คำพิพากษาฎีกาที่ 2563-2565/2552  
  บริษัท บี.วี.ไดมอนด์โพลิชชิ่งเวอร์คส์              จำเลย
นางจินตนา  แย้มผกา  ที่ 1 กับพวก 3 คน       โจทก์
 
      โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสาม โดยที่โจทก์ทั้งสามไม่ได้กระทำความผิด  การที่โจทก์ทั้งสามใช้สิทธิพักย่อยตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยชอบ ไม่ได้ออกนอกสถานที่ทำงานในเวลาทำงาน  ไม่ได้ขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา  ไม่ได้จงใจเฉื่อยงาน ไม่ได้ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย การที่จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ทั้งสามนั่งพักย่อยในที่ทำงานไม่ให้พักย่อยนอกสถานที่เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณต่อโจทก์ทั้งสาม  คำสั่งเลิกจ้างของจำเลยเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบและไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์ทั้งสามกลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่เดิมและได้สิทธิประโยชน์ตามสภาพการจ้างไม่ต่ำกว่าเดิม  และจ่ายค่าจ้างนับแต่วันเลิกจ้างจนถึงวันรับโจทก์ทั้งสามกลับเข้าทำงานพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม หากไม่สามารถรับกลับเข้าทำงานได้ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่โจทก์ทั้งสาม และจ่ายค่ารักษาพยาบาลแก่โจทก์ที่ 3 ตามข้อตกลง เกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับลงวันที่ 13 ธันวาคม 2534  พร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องของโจทกทั้งสาม  
          จำเลยทั้งสามสำนวนให้การว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามเนื่องจากโจทก์ทั้งสามฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลย โดยจำเลยกำหนดเวลาทำงานปกติ 07.30-18.00 น. เวลาพัก12.00 -13.00 น. และเวลาพักย่อย 09.45 -10.00 น. และ 15.00-15.15 น. ต่อมาจำเลยประกาศยกเลิกเวลาพักย่อยทั้งหมด ลูกจ้างของจำเลยประมาณ 300 คน ยินยอมตามที่จำเลยขอเหลือโจทก์ทั้งสามที่ไม่ยินยอมให้ยกเลิกเวลาพักย่อย  จำเลยจึงให้โจทก์ทั้งสามพักย่อยตามเดิมแต่ต้องอยู่ภายในบริเวณสถานที่ทำงานของแต่ละคน  ห้ามออกจากสถานที่ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต เนื่องจากกิจการของจำเลยมีวัตถุดิบและผลงานเป็นเพชรและอัญมณีมีราคาสูงต้องมีมาตรการเคร่งครัดและเข้มงวดต่อระเบียบในการตรวจสอบดูแลทรัพย์ จำเลยจึงต้องกำหนดสถานที่พักให้ไม่เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างโจทก์ทั้งสามไม่ยอมเชื่อฟังคำสั่งของจำเลยโดยลงไปชั้นล่างและออกนอกบริเวณพื้นที่ไปในสถานที่ที่ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง เช่น สถานที่ช่างผู้ชำนาญการช่างฝีมือชาวต่างชาติ พูดคุยกับเพื่อนร่วมงานแผนกอื่น ไม่ตั้งใจทำงานเต็มความสามารถ (เฉื่อยงาน) แสดงกิริยาวาจาหยาบคายต่อผู้บังคับบัญชาจำเลยตักเตือนด้วยวาจาตักเตือนเป็นหนังสือ และสั่งพักงานหลายครั้ง  แต่โจทก์ทั้งสามไม่เชื่อฟัง กระทำความผิดซ้ำคำเตือนจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามทั้งสามโดยไม่จ่ายค่าชดเชยก่อนถูกเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามเคยนำเรื่องที่จำเลยลงโทษทางวินัยไปร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานพนักงานตรวจแรงงานมีคำวินิจฉัยว่า  จำเลยลงโทษโจทก์ทั้งสามชอบด้วยระเบียบข้อบังคับคำสั่งถึงที่สุดขอให้ยกฟ้อง  
          ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า การกระทำของโจทก์ทั้งสามจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย หรือจงใจฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับหรือคำสั่งของจำเลยอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และจำเลยได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้วตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (2) (4)  ไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสามมีพฤติการณ์เสียหายมาก่อนคงมีปัญหาขัดแย้งกับจำเลยอันเนื่องจากโจทก์ทั้งสามเป็นกรรมการสหภาพแรงงานใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมายว่าด้วยความคุ้มครองและแรงงานการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามเพราะเหตุดังกล่าว  จึงไม่มีเหตุผลอันสมควร เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน  พ.ศ. 2522  มาตรา 49  จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ทั้งสามไม่ได้กระทำความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า  โจทก์ทั้งสามไม่ได้นำสืบถึงรายละเอียดและระเบียบเกี่ยวกับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจึงไม่พิจารณาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีพิพากษาให้จำเลยรับโจทก์ทั้งสามกลับเข้าทำงานในตำแหน่ง อัตราค่าจ้าง  และสิทธิประโยชน์ไม่ต่ำกว่าเดิมโดยนับอายุงานต่อเนื่องพร้อมทั้งชำระค่าเสียหายเท่ากับอัตราค่าจ้างอัตราสุดท้ายนับแต่วันเลิกจ้างจนถึงวันรับกลับเข้าทำงานแก่โจทก์แต่ละคนหากจำเลยไม่ยอมรับโจทก์ทั้งสามกลับเข้าทำงานให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า  ค่าชดเชย  และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ทั้งสาม และให้จำเลยจ่ายค่ารักษาพยาบาลแก่โจทกที่ 3 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี  สำหรับค่าชดเชยและอัตราร้อยละ 7.5  ต่อปีสำหรับเงินอื่นนับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นให้ยกจำเลยทั้งสามสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา  
          ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า  โจทก์ทั้งสามฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม ซึ่งนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้วหรือไม่ และจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ และจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่า ตามบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ฉบับลงวันที่ 20 มกราคม 2546 เอกสารหมาย จ.4 ข้อ 1ระบุเพียงว่า “บริษัท ฯ ตกลงจัดให้มีการพักย่อย 15 นาที เพิ่มเติมจากการหยุดพักปกติ โดยให้หยุดช่วงแรกเวลา 09.45-10.00น.  และช่วงที่สองเวลา 15.00 -15.15 น.”  เท่านั้นโดยไม่ได้จำกัดว่าจำเลยต้องจัดสถานที่พักย่อยให้ลูกจ้างเฉพาะที่โรงอาหารจำเลยจึงอาจจัดสถานที่พักผ่อนให้แก่ลูกจ้างได้ตามความจำเป็นและความเหมาะสมซึ่งอาจต้องพิจารณาถึงสถานที่  ลักษณะการทำงานและจำนวนลูกจ้างเพื่อประสิทธิภาพในการทำงาน อีกทั้ง กิจการของจำเลยเป็นกิจการเกี่ยวกับการเจียระไนเพชรซึ่งมีราคาสูงและโดยสภาพมีขนาดเล็กสามารถลักลอบพกพาออกไปได้สะดวก  จึงอาจจำต้องคำนึงถึงความปลอดภัยต่อทรัพย์สินของจำเลยด้วย ซึ่งในคดีที่โจทก์ทั้งสามฟ้องต่อศาลแรงงานกลางและศาลไกล่เกลี่ยแล้วจำเลยตกลงเพิกเฉยถอนคำสั่งที่เคยกระทำความผิดทางวินัยมาก่อนและให้โจทก์ทั้งสามใช้สิทธิพักย่อยได้  โจทก์ทั้งสามจึงถอนฟ้องตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2548  เอกสารหมาย จ.15 จ.18  และ จ.21 หรือ ล.4 ซึ่งตามรายงานกระบวนพิจารณาก็ระบุเพียงว่า  จำเลยตกลงให้โจทก์สั้งสามใช้สิทธิพักย่อยได้ตามบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับลงวันที่ 20 มกราคม 2546 มิได้ระบุเฉพาะเจาะจงว่าให้โจทก์ทั้งสามไปพักย่อยที่โรงอาหาร ตามข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังมาปรากฏว่า หลังจากนั้น  จำเลยออกคำสั่งไม่ให้โจทก์ทั้งสามออกนอกอาคารโรงงาน แต่โจทก์ทั้งสามคงออกไปพักย่อยที่โรงอาหารตามเดิม จำเลยจึงมีคำสั่งลงโทษตักเตือนเป็นหนังสือ  ต่อมาจำเลยให้พนักงานรักษาความปลอดภัยปิดประตูเข้าออกระหว่างอาคารโรงงานกับโรงอาหาร  โจทก์ทั้งสามจึงเดินอยู่ภายในอาคารโรงงานช่วงเวลาพักย่อย  จำเลยก็มีคำสั่งลงโทษตักเตือนโจทก์ทั้งสามเป็นหนังสือฐานไม่เชื่อฟังคำสั่งที่ออกนอกบริเวณที่กำหนด ฐานออกนอกสถานที่ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต และจำเลยยังมีคำสั่งพักงานโจทก์ทั้งสาม  โดยไม่จ่ายค่าจ้างและไม่จ่ายค่าจ้างในวันลาป่วย  โจทก์ทั้งสามร้องเรียนต่อพนักงานตรวจแรงงาน  ซึ่งพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งที่ 77/2548  ลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2548 และคำสั่งที่ 86/2548  ลงวันที่ 1 ธันวาคม 2548  ตามเอกสารหมาย ล.9 และล.10 ว่าจำเลยจึงมีสิทธิลงโทษพักงานโจทก์ทั้งสามก็ยังคงออกไปพักผ่อนนอกบริเวณที่กำหนดและจำเลยมีหนังสือเตือนโจทก์ทั้งสามหลายครั้ง  ในที่สุดจำเลยจึงมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งสาม  การที่ไม่มีข้อตกลงไว้ชัดแจ้งว่าจำเลยจะต้องจัดสถานที่พักผ่อนให้แก่ลูกจ้างที่โรงอาหารและการจัดสถานที่พักย่อยจะต้องคำนึงถึงความจำเป็นและความเหมาะสมดังที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น  ทั้งศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยไว้ว่า  การพักย่อยเป็นการถนอมสมรรถภาพทางสายตาของลูกจ้าง  ดังนั้น  แม้ว่าจำเลยจะเคยให้ลูกจ้างออกจากอาคารโรงงานไปพักผ่อนที่โรงอาหาร  แต่เมื่อลูกจ้างของจำเลยเกือบทั้งหมดประมาณ 300  คน  สละสิทธิพักย่อยโดยขอรับเงินเพิ่มเดือนละ 60 บาท แทน  ดังนั้น  ในขณะที่โจทก์ทั้งสามพักย่อยลูกจ้างของจำเลยเกือบทั้งหมดจึงอยู่ระหว่างการทำงาน  และเวลาพักย่อยแต่ละช่วงมีเพียง 15 นาที เท่านั้น ทั้งเป็นเพียงการพักสายตาซึ่งสามารถพักในบริเวณที่นั่งทำงานได้การที่จำเลย และเวลาพักย่อยแต่ละช่วงมีเพียง 15 นาที เท่านั้น  ทั้งเป็นเพียงการพักสายตาซึ่งสามารถพักในบริเวณที่นั่งทำงานได้  การที่จำเลยเปลี่ยนสถานที่พักย่อยให้โจทก์ทั้งสามพักเฉพาะในบริเวณที่กำหนดจึงไม่เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง  เมื่อโจทก์ทั้งสามฝ่าฝืนคำสั่งดังกล่าวจึงเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม  ซึ่งนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว  จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามได้โดยชอบและไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม  จึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาที่จำเลยอุทธรณ์ต่อไปว่า  การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า  จำเลยมีจุดประสงค์เพื่อบีบบังคับกดดันโจทก์ทั้งสามให้จำยอมสละสิทธิพักย่อยที่ได้มาจากการเรียกร้องจนมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง หรือต้องการทำลายสหภาพแรงงาน  หรือทำให้กรรมการสหภาพแรงงานหมดความสำคัญสำหรับลูกจ้าง  เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นแห่งคดีหรือไม่  เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป  อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น  
   
   
บริษัท สำนักกฎหมายทัศน์พงษ์ สกุลคู จำกัด
99/263  หมู่ที่ 2 ถนนรามคำแหง 150 แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง กรุงเทพฯ 10240
Current Pageid = 15